
คำตอบแบบสั้นๆ (สำหรับคนเวลาน้อย)
- ปี 2026 Marketplace ยังจำเป็น ถ้าคุณต้องการ "ลูกค้าใหม่เร็ว" แต่เสี่ยงถ้าพึ่งช่องทางเดียว
- ถ้าคุณอยาก "รอดระยะยาว" ต้องมี เว็บอีคอมเมิร์ชของตัวเอง (Owned Channel) เพื่อคุมกำไร/ข้อมูลลูกค้า/การซื้อซ้ำ
- แนวทางที่แบรนด์แข็งแรงใช้คือ Multi-channel: Marketplace = Acquire, เว็บตัวเอง = Retain & Profit
- เคส NocNoc ตอกย้ำว่า "เกม Marketplace" คือเกม สเกล + โลจิสติกส์ + Unit economics โหดมาก
ทำไมปี 2026 "ยอดขายโต" ไม่พอ

ปี 2026 อีคอมเมิร์ชยังโต…
แต่คนที่โตได้จริงต้องวัดจาก
- Contribution Margin ต่อออเดอร์ (กำไรหลังหักต้นทุนแฝง/ค่าธรรมเนียม/โฆษณา)
- Retention / LTV (ซื้อซ้ำและมูลค่าตลอดอายุลูกค้า)
เพราะการแข่งขันบน Marketplace ทำให้หลายธุรกิจติดเกมเดิม:
แข่งราคา → โปรหนักขึ้น → ค่าโฆษณาแพงขึ้น → ยอดดูสวย แต่เงินสดบาง แล้วปลายทางระเบิดเป็นงานแก้ปัญหา: สต๊อกเพี้ยน, คืนเงิน/เคลม, ส่งช้า, รีวิวตก
กรณี NocNoc สะท้อนอะไรกับตลาด Marketplace ไทยในปี 2026

NocNoc ประกาศยุติการให้บริการ และระบุไทม์ไลน์ชัดเจน เช่น หยุดรับคำสั่งซื้อใหม่วันที่ 9 ก.พ. 2569 เวลา 00:00 น. และมีช่วงดูแลหลังการขายก่อนยุติบริการทั้งหมด
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ "Marketplace จะหายไป"
แต่คือการย้ำว่า Marketplace เป็น สงครามสเกล ที่ต้องชนะพร้อมกันทั้ง
- โลจิสติกส์ + SLA
- บริการหลังการขาย (คืน/เคลม/จัดส่ง)
- และ Unit economics ที่ต้องแข็งจริง
และนี่คือบทเรียนที่เจ้าของแบรนด์ควรอ่านให้ออก:
Marketplace ทำยอดได้ แต่ถ้า Margin บาง + โปร/โฆษณาเพิ่ม + ค่าธรรมเนียมหลายชั้น คุณจะถูกบังคับให้ "วิ่งตามยอด" ตลอดเวลา
" ยอดขายโตไม่พอ ถ้าไม่มี ‘ข้อมูลลูกค้า’ และคุม ‘กำไรต่อออเดอร์’ ไม่ได้ ธุรกิจจะติดเกมโปรฯ ไปเรื่อย ๆ "
เปรียบเทียบ Marketplace vs เว็บตัวเอง (Owned Channel) แบบตรง ๆ

Marketplace เหมาะกับ: ลูกค้าใหม่เร็ว / เปิดตลาด / เร่งยอดช่วงแคมเปญ
เว็บตัวเองเหมาะกับ: ซื้อซ้ำ / กำไร / สร้างฐานข้อมูล / ทำ CRM-Automation
สิ่งที่ต่างกันที่สุดมี 3 เรื่อง:
- คุณคุมเกมส์/กติกาได้มากน้อยแค่ไหน (Ranking/Policy เปลี่ยน ยอดคุณตกได้ทันที)
- คุณรู้ลึกข้อมูลลูกค้าได้แค่ไหน (ทำ Segmentation/Retarget/Automation ได้ลึกแค่ไหน)
- คุณกำหนดกำไรได้แค่ไหน (โปร/ค่าธรรมเนียม/ค่าโฆษณา บีบ Margin)
4 ความเสี่ยงของการขายบน Marketplace "ช่องทางเดียว"

การขายบน Marketplace ไม่ผิด มันดีมากสำหรับ "เริ่มเร็ว"
แต่ความเสี่ยงเกิดเมื่อคุณ ฝากรายได้หลักไว้กับแพลตฟอร์มที่คุณควบคุมทั้งหมดไม่ได้
1) Margin Risk: กำไรบางลงจากค่าธรรมเนียม + โปรฯ + โฆษณา
ภาพที่เจอบ่อย: ยอดโต แต่กำไรต่อออเดอร์หาย
เพราะมีทั้ง commission/transaction fee/service fee และแรงกดดันให้ร่วมแคมเปญลดราคา
ตัวอย่าง "ค่าธรรมเนียมธุรกรรม" ที่ถูกพูดถึงบ่อยในบางแพลตฟอร์มอยู่ราว 3.21% (รวม VAT 7%) (ขึ้นกับเงื่อนไขและประเภทการชำระเงิน)
2) Platform Risk: กติกา/อัลกอริทึมเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้
3 จุดเสี่ยงหลัก:
- เงื่อนไขแคมเปญ/โปร
- Ranking & Visibility
- ค่าธรรมเนียม/นโยบายบริการ
วันหนึ่งเปลี่ยน policy หรือ ranking → ยอดตกได้ทันที ทั้งที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด
3) Data Risk: ข้อมูลลูกค้าไม่ครบ ทำ CRM/Retarget ยาก
"จุดเจ็บจริง" คือคุณเก็บ first-party data + event data ได้จำกัด
- ทำ Segmentation แบบพฤติกรรม (ดู/คลิก/ทิ้งตะกร้า) ได้ไม่เต็ม
- ทำ Personalization (แนะนำสินค้า/ข้อเสนอเฉพาะคน) ได้จำกัด
- ทำ Marketing Automation (welcome, abandoned cart, win-back) ได้ไม่ลึก
เว็บตัวเองทำได้: เก็บข้อมูล + ติดตามอีเวนต์ + เชื่อม CRM/CDP + ทำ Automation ได้ละเอียด
4) Brand & Experience Risk: ประสบการณ์ลูกค้า "ไม่ใช่ของเรา"
Marketplace ทำให้แบรนด์ถูกกลืนอยู่ในหน้ารวม คุณคุม UX สำคัญ ๆ ได้น้อย เช่น checkout, bundle, membership, after-sales flow สุดท้ายลูกค้าจำแพลตฟอร์มมากกว่าจำแบรนด์ และซื้อซ้ำที่ไหนก็ได้
สรุป: Marketplace เหมาะเป็น “ช่องทางหาออเดอร์” แต่ไม่ควรเป็น “บ้าน” ของการเติบโตระยะยาว
ทำไมเว็บ E-commerce ของตัวเองช่วยให้ธุรกิจ “ยืนระยะ”

Owned Channel ไม่ได้แปลว่า "เลิก Marketplace"
แต่มันคือการสร้าง ฐานกำไร + ฐานข้อมูล + ฐานซื้อซ้ำ
1) คุม Unit Economics ได้จริง (กำไรต่อออเดอร์ดีขึ้น)
คุณออกแบบราคา/โปรฯ ให้ไม่ฆ่ากำไรได้ เช่น
- โปรเฉพาะสมาชิก/เฉพาะกลุ่ม
- bundle / tier pricing / add-on
- threshold promo (ซื้อครบ X ส่งฟรี)
- cross-sell / upsell ใน cart/checkout
→ เพิ่ม AOV และกำไร โดยไม่ต้องแข่งลดราคาอย่างเดียว
2) ได้ First-party Data เพื่อทำ CRM ให้เกิด Repeat
คุณเก็บ view/add-to-cart/purchase, แท็กแคมเปญ และทำ flow เช่น
- welcome
- abandoned cart
- post-purchase nurture
- win-back
→ LTV โต และลดการพึ่งโฆษณาระยะยาว
3) คุม UX/Performance ได้เต็ม (มีผลต่อ Conversion)
คุณคุมได้ตั้งแต่ landing → product → checkout → payment → after-sales
รวมถึงความเร็วเว็บ/Core Web Vitals ซึ่งมีผลกับ conversion โดยตรง
4) ต่อระบบหลังบ้านได้ลึก (Integration ที่ทำให้ทีม “สเกล”)
เชื่อมได้ตามธุรกิจคุณ เช่น
- สต๊อกหลายคลัง/หลายช่องทาง
- ERP/POS
- ขนส่ง/พิมพ์ใบปะหน้า/Tracking
- ใบกำกับ/ภาษี/บัญชี
→ ลดงานมือ ลดความผิดพลาด และโตแบบคุมคุณภาพ
สูตรรอดปี 2026 คือ Multi-channel (Marketplace + Owned Channel)

เล่นให้ถูก “บทบาท” ของแต่ละช่องทาง:
- Marketplace = Acquisition Engine (หาลูกค้าใหม่เร็ว)
- เว็บตัวเอง = Retention & Profit Engine (ขายซ้ำ + กำไร)
โมเดลที่แนะนำ (เอาไปทำตามได้)
- ให้ Marketplace เป็นหน้าด่านรับลูกค้าใหม่
- สร้าง “เหตุผล” ให้ย้ายมาซื้อบนเว็บ (ไม่ใช่แค่ถูกกว่า) เช่น
- สิทธิสมาชิก/แต้ม
- ของแถม/บริการเพิ่ม/รับประกัน
- bundle หรือรุ่นพิเศษ
- after-sales ที่ชัดกว่า
KPI 3 ตัวที่ควรวัด
- Web Repeat Rate (% ลูกค้าซื้อซ้ำบนเว็บ)
- LTV by Cohort (ดูคุณภาพลูกค้าเป็นรุ่น ๆ)
- Contribution Margin ต่อออเดอร์ (ยอดโตแล้ว “รอดจริงไหม”)
เชิงเทคนิคที่ต้องมีเพื่อให้ Multi-channel “ไม่พัง”
- สต๊อกกลาง (single source of truth)
- ระบบออเดอร์รวม (order management)
- ซิงก์ราคา/โปรฯ แบบมี policy
- มาตรฐาน SKU/Attribute เหมือนกันทุกช่องทาง
ถ้าจะเริ่มทำเว็บ ต้องเตรียม Requirement อะไรบ้าง
ถ้าคุณอยากให้เว็บเป็นแกน Multi-channel และต่อยอด AI/Automation ได้จริง เตรียม 4 เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น:
- เป้าหมาย + KPI: เว็บนี้ต้องช่วยอะไร (ขายซ้ำ/กำไร/ลดพึ่งโปรฯ)
- ฟีเจอร์หน้าร้าน + หลังบ้าน: MVP vs Phase 2 (สินค้า–ตะกร้า–ชำระเงิน–สมาชิก–คูปอง–แอดมิน)
- Data & Tracking: ต้องเก็บพฤติกรรมอะไรบ้างเพื่อทำ segmentation / personalization / automation
- Integration & Automation: จะเชื่อม ERP / POS / ขนส่ง / CRM อะไร และงานไหนให้ระบบทำแทนเพื่อลดงานมือ
ถ้าคุณเตรียม 4 ข้อนี้ครบ ทีมพัฒนาจะประเมินเวลา-งบได้แม่นขึ้น และเว็บพร้อมสเกลตั้งแต่วันแรก
ถ้าคุณกำลังวาง Multi-channel ปี 2026 และอยากได้เว็บที่ “ขายซ้ำได้จริง” ไม่ใช่แค่มีหน้าร้าน:
- ขอ Checklist Requirement เว็บ E-commerce 2026 (ไฟล์เดียวจบ)
- ขอ ตัวอย่าง Flow AI Chatbot ปิดการขาย + ตอบแชตหลังการขาย (เหมาะกับ Line/เว็บ)
- ขอ Mini-Audit หน้า Checkout + Speed/Tracking เพื่อหาจุดรั่ว Conversion
ให้ทีมของเราออกแบบได้ทั้ง E-commerce + CRM/Automation + AI Chatbot แบบต่อระบบหลังบ้านได้จริง (ไม่ทำเว็บสวยอย่างเดียว)
Checklist Requirement เว็บ E-commerce ปี 2026
กรอกอีเมลเพื่อรับลิงก์ไปยังฟอร์ม/ดาวน์โหลดไฟล์ และทีมส่งตัวอย่าง Requirement ให้
FAQs คำถามเหล่านี้มักถูกถามบ่อยๆ
- ปี 2026 ควรขายบน Marketplace อย่างเดียวไหม?
"ไม่แนะนำให้พึ่ง Marketplace ช่องทางเดียว เพราะเสี่ยงเรื่องกำไรจากค่าธรรมเนียมและโปรโมชัน, เสี่ยงกติกา/อัลกอริทึมเปลี่ยน, และเก็บข้อมูลลูกค้าได้จำกัด ควรทำ Multi-channel โดยใช้ Marketplace หาลูกค้าใหม่ และใช้เว็บตัวเองเพื่อขายซ้ำและคุมกำไร"
- เว็บตัวเองช่วยเพิ่มกำไรได้ยังไง?
"เว็บตัวเองช่วยคุมราคา/โปรโมชันให้ไม่ฆ่ากำไร ทำ bundle/upsell เพิ่ม AOV และเก็บ first-party data เพื่อทำ CRM/Marketing Automation เช่น welcome, abandoned cart, post-purchase, win-back ทำให้ LTV โตและลดการพึ่งโฆษณา"
- Multi-channel ต้องมีระบบอะไรบ้างไม่ให้สต๊อกพัง?
"ควรมีสต๊อกกลาง (single source of truth), ระบบออเดอร์รวม (order management), policy ซิงก์ราคาและโปรโมชัน, และมาตรฐาน SKU/attribute ให้เหมือนกันทุกช่องทาง เพื่อให้สต๊อกและยอดขายตรงกัน"
- ต้องเตรียม Requirement อะไรก่อนจ้างทำเว็บอีคอมเมิร์ช?
เตรียม 4 เรื่อง:- (1) เป้าหมายและ KPI
- (2) ฟีเจอร์หน้าร้าน/หลังบ้าน แยก MVP กับ Phase 2
- (3) Data & Tracking ที่ต้องเก็บเพื่อทำ segmentation/personalization/automation
- (4) Integration & Automation ที่ต้องเชื่อม เช่น ERP/POS/ขนส่ง/CRM
- AI Chatbot ช่วยร้านค้าออนไลน์ได้อะไรบ้าง (ก่อนขาย/หลังขาย)?
"AI Chatbot ช่วยตอบคำถามสินค้าและแนะนำสินค้า ลดภาระทีมแอดมิน, ช่วยคัดกรองลูกค้าและปิดการขาย, ทำงานหลังการขายเช่นติดตามสถานะ/การเคลมเบื้องต้น และเก็บข้อมูลคำถามยอดฮิตเพื่อนำไปปรับคอนเทนต์และ FAQ ให้ลดการหลุดของลูกค้า"
แหล่งที่มา (อ้างอิง):
ปรึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เว็บอีคอมเมิร์ช, ทำเว็บขายของ, พัฒนาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ช จากทีมงาน TNT











