เลือกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ช 2026: Shopify vs Woo vs Magento vs Custom

Jan 21, 2026
ขนาดตัวอักษร -A A +A
การเลือกแพลตฟอร์ม E-commerce ปี 2026

ปี 2026 การเลือกแพลตฟอร์ม E-commerce ไม่ใช่เรื่อง “เว็บสวย” หรือ “ธีมไหนขายดี” แล้วจบ เพราะต้นทุนที่ทำให้โปรเจกต์พังจริง ๆ มักอยู่ที่ ระบบหลังบ้าน, การเชื่อมข้อมูล, การทำโปรโมชันให้ไม่ฆ่ากำไร, และการวัดผลเพื่อทำ CRM/Automation

หลายแบรนด์เริ่มจากคำถามว่า “Shopify หรือ WooCommerce ดี?” แล้วค่อย ๆ โตจนเจอปัญหาเดิม ๆ เช่น สต๊อกหลายช่องทางไม่ตรง, ออเดอร์กระจัดกระจาย, โปรโมชันซับซ้อนทำไม่ได้, ทีมแอดมินทำงานมือเยอะ, แชตลูกค้าถล่มช่วงแคมเปญ และสุดท้ายอยากทำ RPA/AI Chatbot แต่ติดที่ “ข้อมูลไม่พร้อม” หรือ “เชื่อมระบบไม่เป็นระบบ”

บทความนี้จะช่วยคุณเลือก Shopify vs Woo vs Magento vs Custom แบบชัด ๆ โดยดูจาก 3 เรื่องที่สำคัญที่สุด:
  1. ความซับซ้อนของธุรกิจ และแผนเติบโตใน 12 เดือน
  2. ภาระการดูแลระบบ + ต้นทุนรวม (Cost of Ownership)
  3. ความพร้อมด้าน Integration / Automation / AI (เช่น ERP/POS/ขนส่ง/CRM และ AI Chatbot ก่อนขาย–หลังขาย)

ถ้าคุณอยากข้ามรายละเอียดส่วนถัดไปคือ “ตอบไวและชัดเจน” สรุปให้ใน 30 วินาที

(แล้วค่อยย้อนมาอ่านข้อมูลรายละเอียดเชิงเทคนิคทีหลังก็ได้)

ขี้เกียจอ่าน? ขอแบบตอบไวและชัดเจน

  • ถ้าอยาก เริ่มเร็ว / ทีมเล็ก / ไม่ดูแลเซิร์ฟเวอร์ Shopify
  • ถ้าอยาก คอนเทนต์+SEO หนัก / ยืดหยุ่น / จัดการโฮสติ้งเอง WooCommerce
  • ถ้าเป็น สเกลใหญ่ / โปรซับซ้อน / หลายสโตร์ / B2B Magento
  • ถ้าต้องการ เชื่อมระบบหนัก + workflow เฉพาะ + RPA/AI เชิงลึกCustom/Composable

ตารางเปรียบเทียบ

Shopify vs WooCommerce vs Magento vs Custom

ตารางเทียบเร็ว Shopify vs WooCommerce vs Magento vs Custom

ทริคเลือกเร็ว: ถ้าธุรกิจคุณ “เริ่มหนักที่การเชื่อมระบบ/สต๊อก/ออเดอร์/CS” ให้มองแพลตฟอร์มแบบ “สถาปัตยกรรม” ไม่ใช่แค่หน้าเว็บ ตรงนี้คือจุดที่ทีม dev + integration + RPA/AI จะเข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจโตได้แบบไม่พังกลางทาง

แบรนด์มักเลือกผิดตรงไหนบ่อยที่สุด

แบรนด์มักเลือกผิดตรงไหนบ่อยที่สุด

หลายโปรเจกต์ไม่ได้พังเพราะ “ทำเว็บไม่ได้” แต่พังเพราะ ข้อมูลไม่ไหล และ กระบวนการหลังบ้านไม่ถูกออกแบบให้สเกล โดยจุดพังที่เจอบ่อยคือ

  1. สต๊อกหลายช่องทางไม่ตรง (เว็บ/Marketplace/หน้าร้าน/คลัง)

    เวลาคุณขายพร้อมกันหลายที่ เช่น เว็บตัวเอง Marketplace หน้าร้าน และคลังสินค้า ถ้าระบบสต๊อกไม่ได้อัปเดตจาก “จุดเดียวกัน” จะเกิดภาพที่ขายได้ทั้งที่ของหมด (oversell) หรือบางช่องทางโชว์ว่ายังมีของทั้งที่ถูกขายไปแล้ว ผลลัพธ์คือยกเลิกออเดอร์ ส่งช้า ลูกค้าไม่พอใจ และรีวิวตก ซึ่งกระทบยอดขายยาว ๆ มากกว่าที่คิด

  2. ออเดอร์กระจัดกระจาย ไม่มี OMS

    ถ้าออเดอร์มาจากหลายช่องทางแต่ไม่มีระบบรวมออเดอร์ (OMS) ทีมต้องสลับไปมาหลายหน้าจอและทำงานมือมากขึ้น เช่น จัดคิวแพ็กของ พิมพ์ใบปะหน้า แจ้งเลขพัสดุ หรือเช็คสถานะลูกค้า งานจะช้าและผิดพลาดง่าย โดยเฉพาะช่วงแคมเปญ พอมีเคสคืน/เคลมก็ยิ่งสับสนเพราะข้อมูลไม่อยู่ที่เดียว ทำให้ตอบลูกค้าช้าและแก้ปัญหาไม่ทัน

  3. โปรโมชันทำให้กำไรหาย เพราะไม่มี policy ชัด

    หลายธุรกิจตั้งใจทำโปรเพื่อดันยอด แต่พอไม่มี “กติกาโปร” ที่ชัดเจน เช่น ส่วนลดซ้อนคูปองได้ไหม ฟรีค่าส่งเมื่อไหร่ หรือให้สิทธิ์กับกลุ่มไหนบ้าง สุดท้ายระบบจะลดซ้อนกันจนกำไรต่อออเดอร์หายไปแบบไม่รู้ตัว ยอดขายดูโต แต่เงินสดไม่เหลือ และทีมต้องมานั่งไล่แก้เงื่อนไขทีหลังซึ่งยากกว่าเริ่มต้นให้ถูก

  4. Tracking ไม่ครบ ทำ CRM/Automation และวัดผลไม่ได้

    ถ้าคุณไม่รู้ว่าลูกค้า “ดูอะไร–เพิ่มตะกร้าเมื่อไหร่–หลุดตรงไหน–ซื้อจากแคมเปญอะไร” คุณจะทำการตลาดแบบแม่น ๆ ไม่ได้ เช่น รีมาร์เก็ตติ้งคนทิ้งตะกร้า แยกกลุ่มลูกค้าใหม่/เก่า หรือทำแคมเปญให้คนกลับมาซื้อซ้ำ และที่สำคัญคือคุณจะวัดต้นทุนหาลูกค้า (CAC) กับมูลค่าตลอดอายุลูกค้า (LTV) ไม่ได้ ทำให้ตัดสินใจงบโฆษณาแบบ “เดา” มากกว่า “รู้”

  5. Customer support ถล่มช่วงแคมเปญ

    ช่วงโปรคำถามจะพุ่งทั้งเรื่องสินค้า สถานะจัดส่ง เปลี่ยนที่อยู่ คืน/เคลม ถ้าทีมต้องตอบมือทุกเคส จะช้าและหลุดง่าย ทำให้ลูกค้าหงุดหงิดและเกิดคอมเพลนจำนวนมาก ทางที่เวิร์กคือให้ระบบช่วยงานซ้ำ ๆ ด้วย automation และ AI chatbot (เช่น ตอบ FAQ/เช็คสถานะ/คัดกรองเรื่อง) แล้วค่อยส่งต่อเคสที่ซับซ้อนให้คนดูแล เพื่อให้ทั้งเร็วและจบปัญหาได้จริง


ถ้าคุณกำลังทำ Multi-channel จริง ๆ ต้องย้ำให้ชัดว่า “แพลตฟอร์ม” เป็นแค่จุดเริ่มต้น ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะสิ่งที่ทำให้ธุรกิจ “ไปต่อได้หรือไปไม่รอด” มักไม่ได้อยู่ที่หน้าบ้าน แต่อยู่ที่ สถาปัตยกรรมการเชื่อมระบบ, ชั้นข้อมูล (data layer) และ automation ที่ทำให้สต๊อก-ออเดอร์-โปรโมชัน-การวัดผล “ไหลเป็นระบบเดียวกัน”

แนวคิดที่ช่วยเลือกแพลตฟอร์มแบบนักพัฒนา

จาก 5 ประเด็นที่คุณเพิ่งวิเคราะห์ไป คุณจะเห็นภาพเดียวกันชัดมากว่า “อีคอมเมิร์ชไม่รอด” หรือ “สเกลไม่ขึ้น” มักไม่ได้เกิดจากเลือกแพลตฟอร์มผิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ระบบทั้งก้อน ไม่ถูกออกแบบให้ข้อมูลไหลและทำงานร่วมกันได้จริง

แนวคิดที่ช่วยเลือกแพลตฟอร์มแบบนักพัฒนา

วิธีคิดแบบนักพัฒนาคือให้มองอีคอมเมิร์ชเป็น 5 ชั้น (Layer)

แล้วค่อยถามว่าแพลตฟอร์มไหนตอบโจทย์ธุรกิจคุณที่สุด:
  1. Storefront (หน้าบ้าน): หน้าเว็บ/ประสบการณ์ซื้อ

    คือทุกอย่างที่ลูกค้า “เห็นและกดซื้อ” ตั้งแต่หน้า Landing, หน้าหมวด, หน้าสินค้า, ตะกร้า, ไปจนถึง Checkout จุดนี้ตัดสินใจเรื่อง Conversion โดยตรง เช่น เว็บโหลดเร็วไหม มือถือใช้งานง่ายไหม ค้นหาสินค้าเจอไหม รีวิว/ข้อมูลสินค้าชัดไหม และขั้นตอนจ่ายเงินลื่นหรือสะดุด

  2. Commerce Core: สินค้า ราคา โปร ตะกร้า ออเดอร์

    คือ “เครื่องยนต์การค้า” ที่ทำให้ร้านขายได้จริง เช่น โครงสร้างสินค้า (SKU/Variant/Bundle), การตั้งราคา, กติกาโปรโมชัน/คูปอง, เงื่อนไขจัดส่ง, ภาษี, การสร้างออเดอร์ และสถานะออเดอร์ทั้งหมด ถ้าแกนนี้ไม่แข็ง จะเกิดปัญหาโปรซ้อนจนกำไรหาย ออเดอร์ผิดเงื่อนไข หรือจัดการคืน/เคลมยุ่งจนสเกลไม่ขึ้น

  3. Data & Tracking: event tracking, customer profile, attribution

    คือชั้นข้อมูลที่ทำให้คุณ “รู้จริง” ว่าลูกค้าเข้ามาจากไหน ทำอะไรบนเว็บ และหลุดตรงไหน เช่น view → add to cart → checkout → purchase พร้อมผูกเป็นโปรไฟล์ลูกค้าเพื่อทำ segmentation และวัดผลแคมเปญ (attribution) ถ้าชั้นนี้ไม่ครบ คุณจะทำ CRM/automation แบบแม่น ๆ ไม่ได้ และการตัดสินใจเรื่องโฆษณาจะกลายเป็นการเดา มากกว่าดูจากข้อมูล

  4. Integration: ERP/POS/บัญชี/ขนส่ง/Marketplace/OMS

    คือการทำให้ระบบต่าง ๆ “คุยกันรู้เรื่อง” เพื่อไม่ให้ทีมทำงานมือ เช่น ซิงก์สต๊อกจาก ERP/คลัง, ดึงออเดอร์รวมจากหลายช่องทางเข้า OMS, ส่งข้อมูลไปออกเอกสารบัญชี/ภาษี, เชื่อมขนส่งเพื่อพิมพ์ใบปะหน้าและอัปเดตเลขพัสดุอัตโนมัติ ชั้นนี้คือหัวใจของ Multi-channel เพราะถ้าเชื่อมไม่ดีจะเกิดสต๊อกไม่ตรง ออเดอร์กระจัดกระจาย และงานหลังบ้านหนักขึ้นทุกครั้งที่ยอดโต

  5. Automation & AI: RPA งานหลังบ้าน + AI chatbot ก่อนขาย/หลังขาย

    คือชั้นที่ทำให้ทีม “ทำงานน้อยลงแต่ได้ผลมากขึ้น” โดย RPA/Automation ช่วยงานซ้ำ ๆ เช่น อัปเดตสถานะออเดอร์ ส่งข้อความแจ้งเตือน สร้างเอกสาร หรือจัดคิวเคสคืน/เคลม ส่วน AI Chatbot ช่วยทั้งก่อนขาย (ตอบคำถาม/แนะนำสินค้า/เก็บลีด) และหลังขาย (เช็คสถานะ/นโยบาย/รับเรื่องเบื้องต้น) แต่จะทำงานได้ดีต้องพึ่งข้อมูลและการเชื่อมระบบจาก 2 ชั้นก่อนหน้า—ถ้าข้อมูลไม่พร้อม แชตบอทก็จะตอบได้แค่ FAQ และช่วยปิดงานจริงยาก


และถ้าคุณอยากให้ RPA + AI Chatbot “ทำงานได้จริง” ไม่ใช่แค่ติดไว้ให้มี สิ่งที่ต้องแข็งก่อนคือ ชั้นข้อมูล (Data & Tracking) และ ชั้นการเชื่อมระบบ (Integration) เพราะถ้าข้อมูลไม่พร้อมและระบบไม่เชื่อมเป็นระบบเดียวกัน ต่อให้หน้าบ้านดีแค่ไหน สุดท้ายก็จะติดเพดาน: งานหลังบ้านจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทีมตอบลูกค้าไม่ทัน วัดผลไม่ได้ และการสเกลจะช้าลงจนคุมคุณภาพไม่อยู่

Shopify เหมาะกับใคร ?

และต้องระวังเชิงเทคนิคอะไร

เหมาะเมื่อ
  • อยากเริ่มขายเร็ว ทีมเล็ก ไม่อยากดูแลเซิร์ฟเวอร์
  • ต้องการระบบเสถียร และมี ecosystem ต่อของได้
จุดที่ทีมเทคนิคควรวางให้ดี
  • Data layer / event tracking: ให้ครบตั้งแต่วันแรก (เพื่อทำ CRM/Automation และ AI chatbot)
  • Integration pattern: จะเชื่อม ERP/สต๊อก/ขนส่ง แบบเรียลไทม์หรือ batch? มีตัวกลางไหม?
  • Promotion policy: ออกแบบกติกาโปรไม่ให้ลดทับจน margin หาย
เหมาะกับการทำ RPA/AI ไหม?

เหมาะ ถ้าคุณจัดการ “ข้อมูล + event + การเชื่อมออเดอร์/สถานะ” ให้ครบ — แล้ว AI chatbot จะตอบสถานะ/แนะนำสินค้า/เก็บลีดได้จริง


WooCommerce เหมาะกับใคร ?

และต้องระวังเชิงเทคนิคอะไร

เหมาะเมื่อ
  • เน้นคอนเทนต์/SEO หนัก อยากยืดหยุ่น และคุมโฮสติ้งเอง
  • ต้องการปรับแต่ง flow มากกว่าที่ SaaS ให้
จุดที่ทีมเทคนิคควรวางให้ดี
  • Performance: แคช, รูปภาพ, DB, ปลั๊กอินไม่ชนกัน (ไม่งั้นช้าและพังช่วงแคมเปญ)
  • Security & maintenance: แพตช์/อัปเดต/ปลั๊กอินที่เชื่อถือได้
  • Integration: ทำให้ข้อมูลสต๊อก/ออเดอร์ไหลเสถียร ไม่พึ่งงานมือ

เหมาะกับการทำ RPA/AI ไหม?

เหมาะ โดยเฉพาะงานที่ต้อง “ยืดหยุ่น + ทำ automation แปลก ๆ” แต่ต้องคุมคุณภาพระบบและปลั๊กอินให้ดี


Magento เหมาะกับใคร ?

และเด่นเรื่องไหนในเชิงระบบ

เหมาะเมื่อ
  • สเกลใหญ่, โปรโมชัน/ราคา “ซับซ้อนจริง”, หลายสโตร์, B2B
  • ต้องการความสามารถระดับ enterprise ที่ออกแบบมาเพื่อ commerce หนัก ๆ
จุดที่ต้องรู้ก่อนเลือก
  • ต้องมีทีม dev/ops ที่รับมือความซับซ้อนได้
  • ต้องวาง architecture, performance, และการดูแลระยะยาวให้ชัด (ไม่ใช่ทำเสร็จแล้วปล่อย)

เหมาะกับการทำ RPA/AI ไหม?

เหมาะมากในองค์กรที่ต้องการ process ชัด + integration หนัก แต่ค่าใช้จ่ายรวม/ทีมดูแลจะสูงกว่า


Custom/Composable เหมาะกับใคร ?

ทำไมบางทีม “ต้อง” ไปทางนี้

จุดที่ต้องรู้ก่อนเลือก
  • มี workflow เฉพาะ (ราคา/สิทธิ์/การอนุมัติ/การจัดส่ง) ที่แพลตฟอร์มสำเร็จรูปทำแล้วติดเพดาน
  • ต้องเชื่อมระบบหนักมาก (ERP/OMS/WMS/หลายช่องทาง) และต้องคุม performance/logic เอง
ข้อควรระวัง
  • ต้องมี requirement ชัด + ออกแบบเฟส (MVP → Phase 2) ไม่งั้น scope บาน
  • ต้องมีแผนดูแลและ observability ตั้งแต่ต้น

เหมาะกับ RPA/AI ไหม?

เหมาะสุด เพราะคุณออกแบบ data+workflow เพื่อ automation ได้ตั้งแต่โครงสร้าง


ถ้าคุณอยาก “เลือกให้ชัวร์” ก่อนลงทุน

อย่าเดาแพลตฟอร์มจากความรู้สึก

ทำ Platform Fit Audit ฟรี แล้วค่อยตัดสินใจลงทุน




ปรึกษารายละเอียดเพิ่มเติม เว็บอีคอมเมิร์ช, ทำเว็บขายของ, พัฒนาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ช จากทีมงาน TNT


« Back to Result