เผย! เทคนิคที่จะทำให้ธุรกิจ e-Commerce ของคุณประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

23 Sep 2016
อย่าไปดูถูกพลังของรีวิวออนไลน์

ด้วยตัวเลขที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ ธุรกิจ e-Commerce ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศในปีที่ผ่านๆ มา มันทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจหลายราย ทั้งรายเล็กๆ แบบ OTOP ชุมชน, ธรกิจ SMEs ที่ Scale ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย หรือแม้แต่ธุรกิจรายใหญ่ก็ขยับเท้าเข้าสู่สมรภูมิเดือดกันอย่างพร้อมเพรียง


การทำธุรกิจ e-Commerce ที่ปัจจุบันไม่ได้ยึดติดอยู่แค่เป็นการขายสินค้าออนไลน์ แต่มันถูกพัฒนาใหม่ให้ออกมาเป็นสินค้าและบริการที่มีความหลากหลายในรูปแบบ มีทั้งรูปแบบ

  • การตลาดแบบขายตรงหรือ Network Marketing
  • การเปิดคอร์สเรียนออนไลน์
  • การให้เช่าใช้ลิขสิทธิ์เพลงหรือหนังออนไลน์
  • การเพิ่มช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าและบริการให้สามารถจ่ายออนไลน์หรือจ่ายตามตู้ ATM หรือตาม 7-ELEVEN หรือแม้แต่พวกนักพัฒนาแนว Fin Tech ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ให้บริการทางการเงินแบบออนไลน์ในรูปแบบเงินอีเล็กทรอนิกส์


ดังนั้นหากผมจะพูดว่า e-Commerce มันได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกๆ คนแบบแล้วแบบที่บางคนยังไม่ทันรู้ตัวก็คงไม่แปลก แต่จะแปลกยิ่งกว่า หากคุณยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ที่ไม่ยอมนำเทคโนโลยี e-Commerce มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจมากกว่า


เมื่อ ธุรกิจ e-Commerce ได้แปลงร่างเป็นธุรกิจต่างๆ ได้มากมายขนาดนี้แล้ว ผมจึงอยากนำเสนอข้อมูลที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้ที่มีส่วนในการพัฒนาธุรกิจและองค์กรของคุณ ในการนำเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้หรือเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจและเว็บไซต์ e-Commerce ของคุณให้ประสบความสำเร็จต่อไป ... มาเริ่มกันที่เทคนิคแรก

1. อย่ารีบเปิดตัว เว็บไซต์ e-Commerce ถ้าคุณยังไม่พร้อม

อย่าไปดูถูกพลังของรีวิวออนไลน์

หนึ่งในความผิดพลาดร้ายแรงที่เจ้าของเว็บไซต์มักไม่ค่อยให้ความสำคัญนัก แต่มันอาจเป็นสาเหตุมักทำให้เว็บไซต์ e-Commerce ไปสู่ความล้มเหลวได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็คือความไม่พร้อมของเว็บไซต์และข้อมูล เรื่องที่คุณจะมองข้ามไม่ได้เลยคือการเตรียมความพร้อมให้ครบทุกส่วนทั้งการจัดทำ SEO, Content Marketing, Social Media และการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องมีการเตรียมการอย่างเป็นระบบและต้องใช้เวลาดำเนินการทั้งสิ้น

2. ต้องโฟกัสที่ลูกค้าเป็นสำคัญ

ต้องโฟกัสที่ลูกค้าเป็นสำคัญ


ข้อจำกัดหนึ่งของเว็บไซต์ e-Commerce คือการที่ไม่สามารถทำให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้า หรือสูดกลิ่นความหอม หรือชิมรสชาติที่หวานอร่อยของผลิตภัณฑ์ได้โดยตรงจากหน้าเว็บไซต์ ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อ แม้ว่าขณะนี้จะมีผู้พยายามคิดค้นหาวิธีอื่น ๆ มาสนับสนุนแล้วก็ตาม แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการได้อะไรจากการซื้อสินค้า คุณอาจนำเสนอด้วยรูปภาพและรายละเอียดที่ดึงดูดมากพอ มีวิดีโอสาธิตการใช้ และที่ขาดไม่ได้คือเว็บไซต์ของคุณต้องอำนวยความสะดวกในการซื้อให้แก่ลูกค้าแบบสุด ๆ มีการตั้งราคาที่เหมาะสม มีระบบการ Checkout จ่ายเงินที่ง่าย หรืออาจมีค่าจัดส่งฟรีให้ด้วย

3. ต้องทดสอบจนมั่นใจว่าใช่

ต้องทดสอบจนมั่นใจว่าใช่


ก่อน หรือ ระหว่าง และหลังจากที่คุณเปิดตัวเว็บไซต์ e-Commerce แล้ว สิ่งหนึ่งที่คุณควรต้องลงทุนคือเรื่องการทดสอบการใช้งานเว็บไซต์จากผู้ใช้จริงๆ และนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอ คุณควรคิดว่าหากคุณเป็นลูกค้าหรือผู้ใช้ คุณต้องคิดเสมอว่าคุณออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ภายในเว็บไซต์และขั้นตอนการใช้งานมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แล้วทดสอบว่ามันใช้งานได้จริงๆ ตามที่คุณคิดไว้หรือไม่ เครื่องมือในการทดสอบแบบนี้เรียกว่า A/B Testing

4. ใช้สื่อโซเชียลอย่างถูกวิธี

ใช้สื่อโซเชียลอย่างถูกวิธี


หากมีผู้ประกอบการธุรกิจ e-Commerce คนใดมาแนะนำคุณว่า คุณต้องจ้าง Outsource มาให้ช่วยจัดการดูแลเนื้อหา และสื่อสารในโซเชียลแทนคุณทั้งหมด ผมบอกได้เลยว่ามันไม่เวิร์คแน่นอน เพราะโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด และยังช่วยให้คุณสามารถเข้าใจลูกค้าของคุณได้อย่างแท้จริง หากคุณคิดว่าคุณไม่มีทีม และไม่มีความสามารถในการเขียนบทความดีๆ หรืออกแบบรูปภาพสวยๆ ได้ คุณก็ควรจ้างทีมที่มีความถนัดเข้ามาช่วยเฉพาะในส่วนนั้นๆ แต่คุณจะต้องเป็นผู้ที่เข้าไปสื่อสารและตอบความคิดเห็นต่างๆ ด้วยตัวเอง เว้นแต่คุณเป็นธุรกิจขนาดใหญ่คุณอาจจ้างผู้จัดการโซเชียลซักคนที่เขามีความถนัดเข้ามาช่วยบริหารในส่วนนี้ร่วมกับคุณ

5. อย่าได้ลืมปุ่มโซเชียลแชร์

อย่าได้ลืมปุ่มโซเชียลแชร์

จากเทคนิคการใช้สื่อโซเชียลในข้อก่อนหน้านี้ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่คุณควรปฏิบัติ คืออย่างน้อยคุณควรอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อ่านที่รักในเนื้อหาและบทความของคุณ ให้สามารถนำเอาเรื่องราวของคุณไปบอกต่อผ่านสื่อโซเชียลได้ด้วย ดังนั้นคุณควรมีฟังก์ชันสำหรับการแชร์ในทุกหน้าของเว็บไซต์ด้วยเสมอ และมีอีกเคล็ดลับหนึ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามคือการมีพื้นที่ให้ผู้อ่านของคุณได้แสดงความคิดเห็นและโต้ตอบกับคุณผ่านหน้าเว็บไซต์เลย เพราะมันจะช่วยส่งเสริมให้เนื้อหาของคุณเกิดความเคลื่อนไหวและมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วย

6. ต้องรองรับมือถือ

ต้องรองรับมือถือ


ทุกวันนี้ผู้คนเปลี่ยนมาใช้มือถือในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากกว่าการใช้ PC หรือ Notebook แล้ว ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยแต่มันเกิดขึ้นทุกที่ทั่วโลก หากคุณยังไม่สร้างธุรกิจ e-Commerce ของคุณให้รองรับการใช้งานบนจอมือถือ แล้วคุณยังรอให้โลกทั้งโลกเปลี่ยนกลับมาใช้ PC ในการเข้าถึงข้อมูลของคุณ มันคงเป็นเรื่องที่ไม่เวิร์คแน่ๆ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คุณต้องก้าวเดินไปพร้อมๆ กับเทคโนโลยีและเป็นเทคโนโลยีที่ลูกค้าของคุณจะพกติดตัว และสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าและบริการของคุณได้ทุกที่ทุกเวลาด้วย

7. ติดท็อปในกูเกิล เสิร์ช

ติดท็อปในกูเกิล เสิร์ช


การที่คุณสามารถเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของลูกค้าได้นั้น ย่อมจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ ทุกวันนี้ Google search มีอิทธิพลมากสำหรับเว็บไซต์ e-Commerce เพราะเมื่อลูกค้าต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการใด พวกเขามักใช้ Google ในการค้นหาเสมอ ดังนั้นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด คือ การวางโครงสร้างของเว็บไซต์ระบบ e-Commerce ของคุณให้เป็นไปตามหลักการ SEO ที่มีการออกแบบ Keywords และเนื้อหาให้สอดคล้องกับการค้นหาของลูกค้าเป้าหมาย แต่ในบางกรณีคุณก็อาจต้องซื้อโฆษณาบน Google ด้วยเช่นกัน หากพบว่า Keywords ที่ต้องการมีแข่งขันที่สูงมากๆ

8. จัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้ดี

จัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้ดี


หากคุณคิดว่าข้อมูลลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้านั้นไม่สำคัญ ก็คงเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์ แต่การที่คุณจะจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นให้เป็นหมวดหมู่พร้อมใช้งานได้นั้น คุณอาจจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ดี หนึ่งในเครื่องมือที่ว่าคือระบบจัดการเว็บไซต์ e-Commerce ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจัดการข้อมูลในทุกๆ ส่วนได้อย่าเป็นระบบระเบียบ เหนือสิ่งอื่นใดคือคุณควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาเว็บไซต์ระบบ e-Commerce เข้ามาช่วยเหลือคุณในการจัดการเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะจะทำให้คุณประหยัดเวลาได้มากและยังการันตีได้อีกว่าระบบการทำงานต่างๆ ที่ซับซ้อนในเว็บไซต์ของคุณจะทำงานได้อย่างไร้ปัญหา

9. ต้องพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง

ต้องพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง


การพัฒนาอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของทุกๆ ธุรกิจ จงระลึกเสมอว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมักเปลี่ยนแปลงเร็วมากขึ้นๆ ด้วย ทุกวันนี้วงจรชีวิตของธุรกิจก็มักมีอายุสั้นลงๆ ทุกที หากคุณยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรให้สอดคล้องกับโลกและพฤติกรรมของลูกค้า ทุกอย่างที่เริ่มต้นไว้ก็อาจสูญเปล่าในเวลาเพียงไม่นาน

รู้แล้วอย่าทำ ! เมื่อทำธุรกิจ e-Commerce คงไม่ยากใช่ไหมครับที่จะนำเอาเทคนิคเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของคุณ เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าในทุกๆ วันมักจะมีเว็บไซต์ e-Commerce เกิดใหม่และดับสูญไปตลอดเวลา รู้แล้วอย่าทำ ! เมื่อทำธุรกิจ e-Commerce

ผมหวังว่าใครก็ตามที่กำลังหาเทคนิคและวิธีการที่จะเสริมบารมีให้กับธุรกิจและเว็บไซต์ระบบ e-Commerce ของตนเองเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดอย่างยั่งยืนแล้วละก็ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ผมได้รวบรวมเคล็ดลับดีๆ ไว้ และไม่อยากให้คุณพลาด


« Back to Result