เทคโนโลยี Blockchain กับการออมทอง

15 Jan 2020

ออมทองยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยี Blockchain

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา หากใครได้อ่านข่าวไอทีหรือข่าวธุรกิจผ่านตามาบ้างก็มักจะพบเจอกับคำว่า FinTech (ฟินเทค) บ่อยๆ คำนี้มาจากการรวมตัวของ Financial กับ Technology ซึ่งหากจะแปลกันแบบตรงๆ ตัวแล้วก็คงหมายถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน หรือการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงินนั่นเอง จุดประสงค์หลักคือทำให้ธุรกรรมทางการเงินของทุกคนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ประหยัดขึ้น จริงๆ กระแสคำว่าฟินเทคเกิดขึ้นมานานแล้ว และตอนนี้ก็กำลังเป็นกระแสที่หลายๆ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนกำลังให้ความสนใจ เพราะเปรียบเสมือนเป็นการติดอาวุธให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัลนั่นเอง

และหนึ่งในเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังฟินเทคและกำลังถูกจับตามองอย่างมากก็คงหนีไม่พ้น Blockchain (บล็อกเชน) ที่ว่ากันว่าเป็นจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าของโลกเหมือนอย่างที่ “อินเทอร์เน็ต” เคยทำมาแล้วก็ว่าได้

ถึงตรงนี้ผมขออนุญาตเอาวิชาการมาเกริ่นซักนิดว่า Blockchain นั้นคืออะไร

นายอเล็กซ์ แทปสก็อตต์ ผู้เขียนหนังสือ “BLOCKCHAIN REVOLUTION: How the Technology Behind Bitcoin is Changing Money, Business, and the World” ร่วมกับ นายดอน แทปสก็อตต์ ได้อธิบายไว้ว่า "บล็อกเชน" เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยสำหรับข้อมูลที่เปิดเผยได้ โดยมีแนวคิดว่า การสร้างข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน จากนั้น นำข้อมูลบันทึกลงในกล่องสี่เหลี่ยมโดยมีข้อมูลเหมือนกันทุกกล่อง (Block) และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันแบบห่วงโซ่ (Chain) ทำให้บล็อกเชนไม่ต้องผ่านตัวกลางในการส่งข้อมูลอีกต่อไป

การทำงานของเทคโนโลยี Blockchain คือ เมื่อเกิดการทำธุรกรรมต่างๆ ขึ้นในระบบ ข้อมูลจะถูกบันทึกแบบเข้ารหัสไว้เป็นบล็อกๆ และจะถูกเชื่อมโยงต่อๆ กัน โดยที่จะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อกใดๆ ได้เลย สาเหตุก็เพราะทุกคนต่างก็มีสำเนาหรือประวัติการทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่กับตัว จึงเป็นเรื่องที่ยากหรือเป็นไปไม่ได้หากจะมีใครซักคนเข้ามาแก้ไขหรือปลอมแปลงข้อมูลโดยปราศจากการรับรู้จากคนส่วนใหญ่ในระบบ โดยระบบที่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ทั้งหมดนี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเทคโนโลยี Blockchain นั่นเอง

ขอยกตัวอย่างเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพมากยิ่งขึ้น ในอดีตการทำธุรกรรมทางการเงิน จะต้องอาศัยตัวกลางในการยืนยันความถูกต้องของข้อมูล นั้นก็คือ “ธนาคาร” ในการทำธุรกรรมออนไลน์ ธนาคารก็จะเป็นผู้รับผิดชอบเก็บข้อมูลลูกค้า และตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ (เป็นผู้ดูแลสัญญานั่นเอง) แต่ระบบ Blockchain คือ คู่ที่ทำธุรกรรมสามารถทำธุรกรรมกันเองได้โดยตรง ผ่านเทคโนโลยี Blockchain สัญญาที่แต่ก่อนธนาคารเป็นผู้ดูแลเพียงคนเดียว ก็จะเปลี่ยนเป็น สัญญาระหว่างคู่ค้าที่จะถูกถือไว้โดยทุกคนในระบบ เมื่อมีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น ทุกคนที่อยู่ในระบบก็จะรับรู้ทันทีว่ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ตนถืออยู่ เช่น นาย A จ่ายเงินให้นาย B โดยมีนาย C เป็นผู้ดูแลสัญญา แต่ถ้าเป็น Blockchain ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินนี้จะมีข้อมูลของนาย A และนาย B เมื่อนาย A จ่ายเงินให้นาย B ทุกคนก็จะรับรู้ได้ทั่วกัน

ปัจจุบัน Blockchain ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ มากมาย
ปัจจุบัน Blockchain ถูกนำไปประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ มากมาย

วันนี้คนส่วนใหญ่ต่างก็ทราบดีว่าเทคโนโลยี Blockchain นั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายมหาศาลกับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือแม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ ล้วนแล้วแต่สามารถนำเอาเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้งานกับองค์กรได้ทั้งสิ้น แต่ประเด็นสำคัญคือองค์กรควรจะใช้ Blockchain ประเภทใดจึงจะเหมาะสม และมีแนวทางที่จะช่วยองค์กรในการตัดสินใจเลือกประเภทของ Blockchain ได้อย่างไร วันนี้ผมขอใช้บทความนี้ขยายความให้แก่ทุกท่านทราบกัน

ปัจจุบันมีการแบ่งเทคโนโลยี Blockchain ออกเป็น 3 ประเภท นั้นคือ Public, Private, Consortium ซึ่งแต่ละประเภทก็มีเหมาะสมกับการใช้งานแตกต่างกันไป เนื้อหาต่อจากนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักเทคโนโลยี Blockchain กันมากขึ้นครับ


Public Blockchain

Public Blockchain

Blockchain ประเภทนี้ เรามักรู้จักกันดีในชื่อ Bitcoin กับ Ethereum ซึ่งเป็น Blockchain ที่ใช้งานจริงกับคนทั่วโลก ข้อดีของ Public Blockchain ประเภทนี้คือ ทางองค์กรไม่จำเป็นต้องลงทุนตอนเริ่มต้นในราคาสูง เช่น การนำเอา Ethereum มาใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการรับและส่งข้อมูล ท่านสามารถใช้เพื่อเก็บข้อมูลและเรียกขึ้นมาดูได้แบบออนไลน์ โดยที่ท่านไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่อง Server มาติดตั้งระบบเอง ท่านเพียงแค่จ่ายค่าการรับส่งและเก็บรักษาข้อมูลตามการใช้งานจริงเท่านั้นคล้ายๆ จ่ายค่าบริการแบบค่ามือถือชนิดเติมเงิน ใช้เท่าไรก็จ่ายเท่านั้น

ซึ่งข้อดีของ Public Blockchain ยังมีอีกมากมาย เช่น การส่งข้อมูลไปให้หน่วยงานผู้รับปลายทางเราก็ไม่ต้องมาสร้างช่องทางส่งข้อมูลกัน หรือที่นิยมทำ Web Service API เพื่อให้ App คุยกัน องค์กรผู้ส่งข้อมูลเพียงแค่ใส่ข้อมูลลงไปใน Blockchain และจ่าหน้าซองถึงองค์กรผู้รับเท่านั้นผู้รับก็ได้รับข้อมูลไปโดยทันที

แต่ข้อเสียของ Public Blockchain ก็มีเช่นกัน ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปใน Public Blockchain นั้นจะกลายเป็นว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกเปิดเผยแก่ทุกคนแบบสาธารณะ แปลว่าไม่มีอะไรเป็นความลับ หากต้องการความเป็นส่วนตัว องค์กรก็ต้องหาวิธีการใน การเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการใช้งานครับ



Private Blockchain

Private Blockchain

Blockchain ประเภทนี้เป็นการสร้างระบบ Blockchain เพื่อมาใช้กันภายในองค์กร หรือเป็นระบบปิด บล็อกเชนประเภทนี้จะมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล ทำให้จะมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นซึ่งเป็นคนที่ได้ยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลในระบบบล็อกเชนแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถใช้งานระบบได้ สำหรับองค์กรที่ต้องการรักษาความปลอดภัยข้อมูลในระดับสูง อาจจะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบริษัทในเครือด้วยกันเอง หรือระหว่างสำนักงานใหญ่กับสาขาเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในระบบ Blockchain ประเภทนี้ได้ จึงเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับ Public Blockchain อย่างสิ้นเชิง Blockchain ประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการเปิดเผยข้อมูลที่องค์กรต้องประสบใน Public Blockchain ได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการที่องค์กรต้องลงทุนในการสร้างระบบ Infrastructure เพื่อรองรับการใช้งานภายในองค์กรเอง ซึ่งก็มีความท้าทายในการดูแลรักษา และจำนวนเงินไม่น้อยที่องค์กรจะต้องลงทุนอีกเช่นกันครับ

ข้อดีอีกข้อของ Private Blockchain คือการที่เราสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายใน Blockchain Network ของเราให้ทำงานได้ตามที่เราต้องการนั่นเอง เราไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบให้เป็นไปตามกฎของโลกเหมือน Public Blockchain เช่น ถ้าออกแบบระบบโดยอ้างอิงอยู่บน Public Blockchain – Bitcoin เวลามีการส่งเงินนั้นเราก็ต้องออกแบบระบบให้มีการรอ Confirm ธุรกรรม 10-15 นาทีตามกฎของ Bitcoin แต่ในทางกลับกันหากองค์กรใช้ระบบประเภท Private Blockchain เราจะสามารถออกแบบให้การ Confirm ธุรกรรมแล้วเสร็จภายใน 1-2 วินาทีก็เป็นไปได้ หรือสามารถสร้างเงื่อนไขของสัญญาอัจฉริยะ (Smart contract) เพื่อการกำหนดกฎการทำธุรกรรมของกลุ่มกันเองและดำเนินการด้วยความเป็นอิสระ ในรูปแบบธุรกรรมอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูไปสู่การเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ อีกมากมาย



Consortium Blockchain

Consortium Blockchain

Blockchain ประเภทคือการรวมเอา 2 แนวคิดแรกเข้าด้วยกัน เป็นการผสมผสานระหว่างข้อดีของ Public Blockchain และ Private Blockchain เข้าด้วยกัน ซึ่งแนวคิด Consortium Blockchain นี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงสำหรับการนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรด้านการเงินในปัจจุบัน เนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีการทำธุรกิจที่เหมือนกัน โดยปกติจะต้องเชื่อมโยงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอยู่แล้ว จึงสร้างเป็นเครือข่ายความร่วมมือและพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อใช้งานร่วมกัน เช่น Consortium Blockchain สำหรับธนาคาร ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการโอนเงินระหว่างกันภายในสมาคมธนาคารด้วยกันเอง และธนาคารที่จะเข้ามาร่วมในเครือข่ายได้จะต้องได้รับอนุญาตจากตัวแทนของสมาคมเสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์ใช้งานระบบร่วมกับธนาคารอื่นๆ ได้

ข้อดีของ Blockchain ประเภทนี้คือธนาคารไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลสำคัญขององค์กรและลูกค้าจะรั่วไหลกลายเป็นข้อมูล Public และในเรื่องการลงทุนระบบ Infrastructure ก็ลดลงไม่เหมือนการสร้าง Private Blockchain ขึ้นมาใช้เฉพาะภายในองค์กรของตนเอง ซึ่งจะไม่ต่างอะไรกับการลงทุนทำระบบใหญ่ๆ ที่ต้องใช้งบประมาณสูงและเสียเวลามาก แต่ก็จำเป็นต้องแลกด้วยความไม่คล่องตัวในการปรับเปลี่ยนแก้ไขเงื่อนไขการใช้งานต่างๆ เพราะอาจจะต้องรอให้ผ่านมติความเห็นชอบจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสมาคมเสียก่อน

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain กับระบบ Supply Chain
รูปภาพอธิบายถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Blockchain กับระบบ Supply Chain

อีกหนึ่งบทบาทของ Blockchain คือการขับเคลื่อนด้วยคนส่วนใหญ่ (Consensus-Driven) เพราะทุกข้อมูลที่ปรากฏในบล็อกเชนจะต้องได้รับการยืนยัน เกิดเป็นการบันทึก มีการประทับตราเวลาไว้ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ทำลาย หรือสร้างความเสียหายให้แก่ข้อมูลได้

รูปแบบนี้ทำให้ Blockchain เกิดข้อได้เปรียบสำคัญคือ เรื่องของความโปร่งใส ความปลอดภัย และความรวดเร็ว ทำให้หลายธุรกิจเลือกใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล กับการใช้บล็อกเชนเพื่อจัดการ บันทึกข้อมูลประวัติการรักษาของคนไข้ที่มีจำนวนมาก ในธุรกิจธนาคารใช้บล็อกเชนเพื่อยืนยันตัวตนแบบออนไลน์กับลูกค้าเวลาทำธุรกรรม จนถึงการใช้บล็อกเชนเพื่อวัดค่ามิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนในการผลิตพลังงานได้

จากที่เล่ามาทั้งหมดจะเห็นว่า Blockchain ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ นะครับ Blockchain สามารถประยุกต์ไปใช้งานได้ในหลายรูปแบบด้วย อีกตัวอย่างเช่น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า ญี่ปุ่น ได้มีการทดลองใช้เทคโนโลยี Blockchain กับการบริหาร Supply Chain ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบสถานะของชิ้นส่วนรถยนต์ตั้งแต่ตอนผลิต ออกจากโรงงานแล้วขนส่งข้ามประเทศ จนถึงมือของผู้บริโภค และช่วยในการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างรถยนต์กับอุปกรณ์พกพาของผู้ขับขี่ และเซ็นเซอร์ตรวจจับของระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมในเมืองหรือตามท้องถนน ทำให้การขับขี่หรือตรวจสอบเส้นทางทำได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

หลังจากเล่าเรื่อง Blockchain มายาวเหยียด

เรามาเข้าเรื่องการออมทองด้วย Blockchain กันดีกว่า

การออมทองด้วย Blockchain

ทองคำ เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ ที่ราคาวิ่งสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัวลง ราคาทองคำกลับจะมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่า และไม่เสื่อมสภาพ นักลงทุนจึงมองทองคำเสมือนเป็นหลักประกันในช่วงที่สินทรัพย์อื่นเผชิญความเสี่ยงสูงหรือมีแนวโน้มด้อยค่าลงในช่วงเศรษฐกิจขาลง

ดังนั้นการลงทุนในทองคำจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีตลาดรับซื้ออยู่ทุกวัน มีราคากลางกำหนดไว้ทั่วโลก จึงเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่หาซื้อได้ง่ายแถมยังขายคล่องอีกต่างหาก แต่ใช่ว่าการลงทุนในทองคำจะไม่มีความเสี่ยง สาเหตุหลักๆ ของความเสี่ยงของทองคำมาจากความผันผวนของค่าเงินบาทและราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงการเก็บรักษาให้ปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ พวกเรา บริษัท ทีเอ็นทีฯ จึงริเริ่มและพัฒนา นวัตกรรมด้านการลงทุนในทองคำโดยนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ เรียกว่า ออมทองด้วย Blockchain

การออมทอง คือ การทยอยสะสมเงิน เพื่อซื้อทองคำแท่งที่มีบริสุทธิ์ 96.5% โดยเป็นการทยอยซื้อแบบถัวเฉลี่ยสะสม เน้นไปที่จำนวนเงินลงทุนเป็นหลัก ซึ่งนักลงทุน สามารถทยอยซื้อสะสมได้เป็นแบบรายวัน เมื่อสะสมได้ครบตามจำนวน นักลงทุนก็สามารถใช้แลกรับเป็นทองคำตามน้ำหนักที่ต้องการ ได้ทั้งในรูปแบบทองคำแท่ง และทองคำรูปพรรณ โดยการออมทอง ด้วย Blockchain นี้ นักลงทุนสามารถเริ่มต้นออมทองคำด้วยเงินขั้นต่ำในราคาหลักร้อยบาทเท่านั้น การออมทอง จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสะสมทองคำจากเงินลงทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย หรือผู้ที่ไม่รู้จะว่าควรจะซื้อทองคำช่วงไหน จากความกังวลด้านการแกว่งตัวขึ้นและลงของราคาทองคำในตลาดโลก หรือนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการสะสมทองคำในรูปแบบดิจิทัลที่สะดวกในการซื้อขาย และการเก็บรักษา รวมถึงการส่งต่อให้บุคคลอื่นมากขึ้น หรือเมื่อต้องการใช้เงินเมื่อไรก็สามารถแบ่งกลับมาขายคืนบริษัทผู้ให้บริการหรือนำมาแลกเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งหรือทองคำรูปพรรณก็ได้

ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ที่ใช้ Smart Contract (สมาร์ทคอนแทรค) หรือสัญญาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กซึ่งถูกเก็บไว้ในรูปของบล็อกเชน Smart Contract จะทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการกำหนดควบคุมกฎระเบียบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายไว้ซึ่งมันจะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลเช่น เอกสารสำคัญ, การซื้อทองคำ, การโอนจ่ายชำระค่าทองคำ, การโอนทองคำให้แก่กันภายในระบบ และอีกมากมาย โดย Smart Contract นี้มีจุดประสงค์หลักคือ เพื่อตรวจสอบ, ยืนยัน, บังคับใช้หรือเซ็นสัญญาและข้อตกลงต่างๆ ผ่านระบบดิจิทัล

แล้ว Smart Contract ทำงานยังไง ที่สามารถเพิ่มความมั่นใจในการออมทองด้วย Blockchain ให้กับเราว่าปลอดภัยจริง

1. การสร้างข้อตกลง

1. การสร้างข้อตกลง

ข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจะถูกแปลงเป็นรหัสคอมพิวเตอร์ จากนั้นการทำธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ ในบล็อคเชน Smart Contract แต่ละอันจะมีหมายเลขที่อยู่เป็นของตัวเอง และเมื่อใดก็ตามที่ Smart Contract ถูกบันทึกในบล็อคเชน ใครก็ตามที่ทำข้อตกลง และมีสัญญาผูกไว้กับ Smart Contract นั้น ๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูล Smart Contract บล็อกนั้นได้ (คนอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องจะไม่เห็นข้อมูลของเรานะ ส่วนคนที่เกี่ยวข้องเองก็จะไปลบ แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อกนั้นไม่ได้เช่นกัน ตามคอนเซ็ปต์ ของ Blockchain เป๊ะๆ)

2. การประสานข้อตกลง

2. การประสานข้อตกลง

Smart Contract จำเป็นที่จะระบุถึงเหตุการณ์/จุดประสงค์พร้อมด้วยวันหมดอายุของสัญญาเพื่อให้ตัว Smart Contract ทำงานได้ด้วยตัวมันเองโดยพิจารณาจากข้อตกลงที่ถูกแปลงเป็นรหัส ซึ่งรหัสเหล่านี้จะระบุขั้นตอนต่างๆ โดยอาศัยหลักเหตุและผล เราสามารถอธิบายหลักเหตุและผลได้ว่า ถ้าคำสั่งชุดหนึ่งถูกส่งออกมาก็จะให้ผลในรูปแบบหนึ่ง โดย Smart Contract ก็จะทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะยุติสัญญา เช่น เมื่อนักลงทุนต้องการสมัครเพื่อเป็นสมาชิกของระบบ จะต้องยื่นเอกสารให้ครบ โดย Smart Contract จะเริ่มทำงานเมื่อทุกอย่างผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลแล้ว จากนั้นเมื่อนักลงทุนกดซื้อทองคำสะสม ระบบจะล็อคราคาที่ต้องการซื้อไว้ บริษัทผู้ให้บริการจะขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงราคาดังกล่าวไม่ได้ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะต้องดำเนินการชำระเงินค่าทองคำให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด Smart Contract จึงจะบันทึกข้อมูลในบล็อกต่อไป

3. การยุติข้อตกลง

3. การยุติข้อตกลง

เมื่อ Smart Contract ถูกสร้างขึ้นแล้ว ผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นที่จะบรรลุจุดประสงค์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ตอนแรก ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ทำตามที่ระบุไว้ในสัญญาภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ Blockchain จะคืนเงินไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง เช่น หากผู้ซื้อระบุว่าต้องการซื้อทองคำแล้วไม่ชำระค่าทองคำตามเงื่อนไขเวลาและราคาที่ Smart Contract ระบุไว้ Blockchain ก็จะคืนทองคำกลับเข้าบริษัทผู้ให้บริการ ในทางกลับกันหากผู้ให้บริการไม่โอนทองคำตามจำนวนให้แก่ผู้ซื้อ Smart Contract จะดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อ

ออมทองด้วย Blockchain ทางเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของนักลงทุนรุ่นใหม่

จากหลักการทำงานของ Blockchain และ Smart Contract ตามที่เล่ามาทั้งหมด การออมทองด้วย Blockchain จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อทองคำสะสมได้แบบทุกวันทุกเวลา หรือผู้ที่ต้องการสะสมทองคำแบบยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา รวมถึงผู้ที่สนใจอยากซื้อทองคำแต่ต้องการใช้เงินลงทุนไม่มาก สามารถซื้อทองคำเพื่อสะสมได้ในราคาขั้นต่ำหลักร้อยกว่าบาท อีกทั้งเรื่องความปลอดภัยทั้งข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการซื้อขายทองคำที่มีความถูกต้องแม่นยำภายใต้เทคโนโลยี Blockchain นั่นเอง

อีกหนึ่งข้อดีของการออมทองด้วย Blockchain ที่ต้องกล่าวถึงด้วยคือเรื่อง ความที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อกได้ ข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นเป็นบล็อกแล้วนั้นเราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด นั่นเท่ากับว่าเราสามารถทราบแหล่งที่มาของทองคำที่เราถือครองอยู่ได้ทั้งหมด เช่น เราซื้อมาจากผู้ให้บริการเมื่อใด จำนวนเท่าใด โอนทองบางส่วนไปให้ใครบ้าง รับโอนทองจากใครมาบ้าง เพราะธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบนี้จะถูกสร้างและเก็บไว้เป็นบล็อกๆ เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เปรียบได้กับทรัพย์สินอาจถูกย่อยให้มีขนาดเล็กลง ถูกถ่ายโอนส่งต่อระหว่างบริษัทผู้ให้บริการไปยังนักลงทุนผู้หนึ่ง ก่อนจะถูกย่อยขนาดเพื่อแจกจ่ายไปยังสมาชิกนักลงทุนต่ออีกคนหนึ่ง หรือถูกมัดรวมให้มีขนาดใหญ่ขึ้นตามขนาดที่ต้องการเพื่อนำมาแลกรับทองคำแท่งหรือทองคำรูปพรรณ เมื่อทองคำถูกแลกรับยังบริษัทผู้ให้บริการแล้ว บล็อกของทองคำจำนวนดังกล่าวก็จะถูกถ่ายโอนกลับไปยังบริษัทผู้ให้บริการอีกทีเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกตามจำนวนที่นักลงทุนเข้ามาซื้อขายต่อไป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่มีวันหายไปไหน จึงทำให้ระบบนี้มีความปลอดภัยสูงมากด้วย

หากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากลงทุนในทองคำแบบใหม่ที่สะดวกและปลอดภัยกว่า หรือต้องการทดลองใช้งานระบบการออมทอง ด้วย Blockchain สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์แม่ทองสุกบล็อกเชน www.mtsblockchain.com

เว็บไซต์แม่ทองสุกบล็อกเชน

« Back to Result