e-Commerce Trends 2018

3 Nov 2017

เจ้าของแบรนด์ต้องรู้ ช่องทางการจัดจำหน่ายในยุคดิจิตอล

e-Commerce Trends 2018

ปัจจุบัน แนวทางการดำเนินธุรกิจได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก หลักการตลาดแบบ 4P คงไม่เพียงพอสำหรับการตลาดในปัจจุบันแล้ว จนส่งผลให้พวกธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันได้ล้มหายตายจากกันไปมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกธุรกิจค้าปลีกรายย่อยที่ไร้กำลังไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่ที่ขยันเปิดสาขา แข่งกันยึดที่ตั้งทำเลทองในหัวเมืองน้อยใหญ่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไปกันจนหมดแล้ว ไม่ใช่เฉพาะแค่นั้นยังกระหน่ำทำเว็บไซต์ จัดโปรโมชั่นราคา แถมยังมีบริการส่งให้ถึงบ้านอีกต่างหาก บอกตามตรงว่ายุคดิจิตอลแบบนี้ ใครไม่แกร่ง ไม่รู้จักหาเขี้ยวเล็บมาติดให้รอบตัวอยู่ยาก โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่ปัจจุบันนี้มีบทบาทสำคัญและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไปจากเดิมจนหมด

เครื่องมือการตลาดที่จะชนะใจผู้บริโภคในยุคดิจิตอลมีอะไรบ้าง ? เรามาดูกันเลยครับ

1. Content Marketing

Content Marketing

มันคือ การเล่าเรื่องราวของสินค้าอย่างมีสไตล์ ครับ ไม่ใช่การ hard sale ที่เอาแต่อวดอ้างสรรพคุณสินค้า แต่มันต้องมาตั้งแต่ การวางกลยุทธ์ให้แก่สินค้า ว่าจะผลิตอะไรออกมา ทำเพื่อใคร ? ช่วยแก้ปัญหา (Pain point) เรื่องอะไร ? จากนั้นจึงค่อยร้อยเรียงเป็นบทความพร้อมรูปภาพสวย ๆ หรือวิธีที่สินค้าหรือบริการเหล่านั้นเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ ฟังดูเหมือนไม่ง่าย ก็จริงๆ มันไม่ได้ง่ายเลย ยิ่งในยุคดิจิตอลที่มีแต่คอนเท้นต์ดีๆ มีประโยชน์มากมายจนเราอ่านไม่ไหว ไม่รู้จะไปเชื่อใคร แต่ที่สำคัญเรามักจะเชื่อคนที่เรารู้จักจริงไหมครับ


การเล่าเรื่องที่ดีให้กับสินค้าหรือบริการที่ดี

จำเป็นต้องมีผู้เล่าเรื่องที่เป็นคนในแวดวงที่ผู้บริโภคเป้าหมายของเรารู้จักด้วย (Influencer) ซึ่งก็จะช่วยให้เรื่องราวของเราน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นด้วยครับ

2. Video Marketing

Video Marketing

คุณจะเห็นได้ว่า Youtube กลายเป็นสื่อชนิดใหม่ที่มีอิทธิพลสูงมาก สำหรับศิลปิน นักร้อง นักแสดงในยุคดิจิตอล และนั่นเองทำให้ Facebook ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และมารุกหนักเรื่องของการเอาคลิปวิดีโอมาแชร์ผ่านสื่อของตน จนไปถึงเรื่องการพัฒนาศักยภาพให้รองรับการถ่ายทอดสด Facebook Live ได้อย่างโดดเด่น ดังนั้น การสร้างคลิปวิดีโอที่มีคุณภาพจึงกลายเป็นแนวทางและกลยุทธ์ใหม่ สำหรับธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายแบบ 4G ยิ่งทำให้ข้อจำกัดในการสื่อสารเล่าเรื่องราวผ่านคลิปวิดีโอบนอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือ Smartphone หมดไปอย่างสิ้นเชิง แต่คุณก็ไม่ใช่รายแรกและรายเดียวที่ทำ Video Contents คุณจึงควรต้องคำนึงให้มากๆ เรื่องการสร้างคลิปวิดีโอที่จะนำเสนอด้วย


คลิปวิดีโอควรสั้นและกระชับ

สร้างความแตกต่างทางอารมณ์และให้เกิดความสนใจได้ตั้งแต่ 5-10 วินาทีแรกที่ได้รับชม และไม่ควรยาวเกินกว่า 3 นาที

3. Mobile Advertising

Mobile Advertising

จากประเด็นเรื่องการสร้าง Video Contents เพื่อให้รองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ดังที่กล่าวมาแล้ว หากธุรกิจต้องการจะเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ แล้วไม่ต้องการไปเสียเวลากับการสร้างคลิปวิดีโอของตนเอง เพราะไม่รู้จักปังเมื่อไร ทางลัดและเป็นแนวทางที่นิยมใช้มากที่สุดของนักการตลาดยุคดิจิตอลคือ Mobile Advertising จะเป็นทางเลือกที่เวิร์คที่สุด คุณไม่ควรพลาดโอกาสในการทำการตลาด หรือแนะนำตัวกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ (ลองนึกเล่นๆ ดูก็ได้ว่าทุกวันนี้ยังเหลือใครอีกบ้างที่ไม่ใช้มือถือ มันแทบไม่มีแล้วครับ) ผมขอแนะนำว่า การจะทำโฆษณาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ของธุรกิจในแต่ละครั้ง คุณควรกำหนดให้มีเพียงเป้าหมายเดียวและต้องชัดเจนด้วย และควรมีแคมเปญหรือโปรโมชั่นที่ผู้บริโภคเห็นแล้วต้องตื่นตาตื่นใจยากจะปฏิเสธ พร้อมทั้งมีปุ่มที่สามารถคลิกเพื่อสั่งซื้อหรือลิงก์ไปยังข้อมูลธุรกิจได้ทันที

เรื่องที่ผมอยากนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่ทำธุรกิจในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของแบรนด์สินค้าที่ต้องการสร้างหน้าร้านออนไลน์ หรือพัฒนาระบบ e-Commerce เพื่อรองรับดิจิตอลเทรนด์และการเติบโตของธุรกิจ

จากที่กล่าวมาทำให้รู้ว่าสื่อที่มีพลังมากที่สุดในยุคดิจิตอลคือ Social Media เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่สามารถกระจาย Content ที่มีประโยชน์และเป็นที่สนใจของผู้บริโภคไปได้รวดเร็วมากที่สุด แถมยังมีเครื่องมือช่วยในการจัดการ Content เหล่านั้นให้ตรงไปยังผู้บริโภค เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย


คุณจึงควรใช้ประโยชน์จากสื่อ Social Media นี้ให้มากที่สุดด้วย

ซึ่งมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะตัวเล็กแค่ไหน หรือใหญ่โตแค่ไหน หากคุณมีการวางกลยุทธ์ที่ดีแล้ว คุณจะมีเครื่องมือทรางพลังนี้แหละที่สามารถเอาชนะใจลูกค้าได้

หลังจากที่ผมเกริ่นนำเรื่อง แนวคิดและวิธีการทางการตลาดในยุคดิจิตอล มาซะเยอะแยะแล้ว

ตอนนี้ผมขอตรงเข้าประเด็นสำคัญต่อไปเลยดีกว่าครับ

เรื่องที่ผมอยากนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางสำหรับคนที่ทำธุรกิจในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของแบรนด์สินค้าที่ต้องการสร้างหน้าร้านออนไลน์ หรือพัฒนาระบบ e-Commerce เพื่อรองรับดิจิตอลเทรนด์และการเติบโตของธุรกิจ

จากที่กล่าวมาทำให้รู้ว่าสื่อที่มีพลังมากที่สุดในยุคดิจิตอลคือ Social Media เพราะเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่สามารถกระจาย Content ที่มีประโยชน์และเป็นที่สนใจของผู้บริโภคไปได้รวดเร็วมากที่สุด แถมยังมีเครื่องมือช่วยในการจัดการ Content เหล่านั้นให้ตรงไปยังผู้บริโภคเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นคุณจึงควรใช้ประโยชน์จากสื่อ Social Media นี้ให้มากที่สุดด้วย ซึ่งมันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะตัวเล็กแค่ไหนหรือใหญ่โตแค่ไหน หากคุณมีการวางกลยุทธ์ที่ดีแล้ว คุณจะมีเครื่องมือทรางพลังนี้แหละที่สามารถเอาชนะใจลูกค้าได้

แต่เดี๋ยวก่อน ยุคดิจิตอลถ้าคุณมีแค่ Social Media พอหรือ?

แม้ว่าการขายออนไลน์ (e-Commerce) ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) นั้นจะมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อนำไปเทียบกับปริมาณยอดขายจากช่องทางหน้าร้านหรือประมาณเพียงแค่ 3% ของมูลค่าทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าการขายออนไลน์ไม่สามารถเข้าไปทดแทนช่องทางการขายผ่านหน้าร้านแบบดั้งเดิมได้เลย แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การทำการตลาดผ่านช่องทาง Online จึงเป็นอีกช่องทางสำคัญที่คุณมิอาจมองข้ามได้เลย แล้วเมื่อนำไปผนวกกับพลังอันล้นเหลือของ Social Media ด้วยแล้ว ธุรกิจจะน้อยหรือใหญ่มีโอกาสโตได้ด้วยกันทั้งสิ้น

โมเดลธุรกิจที่กำลังมาแรง

Omni-Channel Marketing คำศัพท์ใหม่ที่ไม่ได้ใหม่แล้วในวงการค้าปลีกยุคดิจิตอลครับ หลายคนอาจจะเข้าใจสับสนระหว่างการตลาดแบบ Omni-Channel กับ Multi-Channel ผมขอขยายความซักนิดครับ Multi-Channel นั้นคือ การมีช่องทางการขายที่หลากหลายทั้งออนไลน์, Social Media, หน้าร้าน, ขายตรง เยอะแยะมากมาย แต่ช่องทางการขายเหล่านั้นยังคงแยกขายกันอยู่ ไม่มีการแชร์ข้อมูลร่วมกัน ไม่มีระบบจัดการที่คอยดูแลทุกๆ ช่องทางให้มีทิศทางไปในทางเดียวกัน ในฝั่งตรงกันข้ามการตลาดแบบ Omni-Channel จะมีการวางกลยุทธ์ของทุกๆ ช่องทางไว้ตั้งแต่ต้น มีการเชื่อมโยงทุกๆ ช่องทางให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่จะทำให้ผู้บริโภคมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อแบรนด์ รู้สึกเป็นมิตรกับแบรนด์ เรียกง่ายๆ ว่าไปทางไหนก็เจอกับแบรนด์ จะซื้อจากตรงไหนก็ได้สะดวกไปหมด

เพื่อให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้นผมขอทำออกมาเป็น diagram ดีกว่าครับ

Omni-Channel Marketing

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า คุณต้องกำหนดกลยุทธ์ให้ชัดว่าคุณจะขายสินค้าให้ผู้บริโภคกลุ่มไหนจากนั้นคุณต้องอาศัยพลังจาก Social Media และบุคคลที่ได้รับการยอมรับหรือเป็นที่รู้จักของลูกค้าเป้าหมายมาช่วยบอกเล่าเรื่องราวที่เป็นประโยชน์และที่สำคัญต้องดึงดูดใจผู้บริโภค หากเป็น Video Contents ได้ยิ่งดี จากนั้นจับมือกับเจ้าพ่อค้าปลีกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือหน้าร้านเพื่อเอาสินค้าของคุณไปวางเพื่อเพิ่มโอกาสให้คนรู้จักและเห็นสินค้าของคุณให้มากที่สุด คุณสามารถมีหน้าร้านของตนเองได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางของข้อมูลและเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ต้องมีการกำหนดกลยุทธ์เรื่องราคาและรูปแบบการขายที่สอดคล้องกับนโยบายหลักให้แก่ตัวแทนจำหน่าย และส่วนที่สำคัญที่สุดคือสินค้าที่คุณผลิตและสร้างมากับมือ

คุณต้องไม่คิดว่าจะขายเพราะมันทำกำไรได้ดี แต่คุณต้องมองให้ออกว่าคุณค่าที่คุณใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์ของคุณนั้นมันดีต่อใจผู้บริโภคอย่างไร

แล้วสร้างกลยุทธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นให้ได้ แล้วเค้าเหล่านั้นจะรักในผลิตภัณฑ์ของคุณ
นี่แหละจะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิตอล

« Back to Result